ในปัจจุบันการบริหารการตลาดแบบ Customization ได้รับความนิยมมากขึ้น
โดยเริ่มที่การสร้างการปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าเพื่อให้เกิดความเข้าใจถึงความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
แต่ละบุคคล
ต่อมาคือการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าแต่ละกลุ่มตามประโยชน์ที่ลูกค้าต้องการจากสินค้าและบริการ
และสิ่งสำคัญคือต้องมีการปรับเปลี่ยนสินค้าหรือบริการตามความต้องการเฉพาะของลูกค้าแต่ละกลุ่ม
แต่ละบุคคล
ปัจจัยที่ทำให้การตลาดแบบ Customization เกิดขึ้นได้ และกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะว่าผู้บริโภคมีการพัฒนาความแตกต่างระหว่างกันมากขึ้น
และเร็วขึ้นทั้งในแง่รายได้ รสนิยม การศึกษา ความคิดอ่าน การใช้ชีวิตฯลฯ
แต่ละบุคคลต้องการอะไรที่ไม่เหมือนกัน จึงเป็นช่องทางให้นักการตลาดได้โอกาสที่จะตอบสนองลูกค้าด้วยวิธีการ Customization และการตลาดแบบ Customization
นอกจากจะทำให้ลูกค้าเกิดความประทับใจมากขึ้น
ยังทำให้ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับแบรนด์ได้มากขึ้น แต่การตลาดแบบ
Customization มีข้อดี อยู่หลายอย่างแต่ก็มีข้อเสียบางประการ เช่น
อาจจะทำให้ต้นทุนการประกอบการเพิ่มขึ้น
โดยเฉพาะเพิ่มขึ้นมากเกินความพอใจที่จะจ่ายของลูกค้า
หรือลูกค้าบางรายก็ไม่สามารถบอกความต้องการของตนเองได้ชัดเจน
ดังนั้นองค์กรต้องรู้จักปรับใช้และเลือกให้เหมาะกับองค์กรและสถานการณ์ภายในองค์กร
รวมทั้งลดภาระด้านต้นทุนค่าใช้จ่าย และเพิ่มผลกำไรในอนาคตจึงเป็นเรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่ง การผลิตด้วยวิธี
Customization จะมีต้นทุนการผลิตที่สูง
เนื่องจากเป็นการผลิตจำนวนน้อยเพียงแค่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่ถ้าผลิตจำนวนมากแล้วต้นทุนจะต่ำ
ซึ่งไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าเฉพาะกลุ่มได้อย่างเต็มที่
Mass Customization เป็นการรวมข้อดีของทั้งสองประเด็นเบื้องต้นไว้ด้วยกัน
การมุ่งเน้นที่ลูกค้าและผลิตเป็นจำนวนมาก
เป็นการปรับกระบวนการผลิตและโครงสร้างขององค์กรไม่ให้มีข้อจำกัดมากเกินไป
แต่ให้มีความสามารถในการทำงานได้หลายอย่าง โดยสามารถผลิตสินค้าหรือบริการเพื่อตอบสนองลูกค้าที่แตกต่างกันได้เป็นรายคน
มีระดับราคาที่ไม่ห่างจากการผลิตสินค้าหรือบริการจำนวนมากที่มีมาตรฐานการ (Standardization)
ถ้าสินค้าของเรามีความแตกต่างจากคู่แข่งอย่างชัดเจน
จะทำให้องค์กรหรือธุรกิจมีความได้เปรียบนาน แบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้
1. ประเภทที่ให้ทั้งลูกค้าและผู้ผลิตได้มีโอกาสร่วมกันในการออกแบบสินค้าหรือบริการ
(Collaborative
Customizers) เป็นประเภทที่เจ้าของสินค้า
หรือบริการทำการสอบถามถึงความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า
เพื่อกำหนดเป็นรูปแบบของสินค้าหรือบริการในภายหลัง จะเห็นได้ว่าสินค้า หรือบริการในประเภทนี้
จะถูกกำหนดตามความต้องการที่แท้จริงของลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
ภายใต้ความช่วยเหลือของผู้ผลิตสินค้าหรือบริการ
ซึ่งรูปแบบนี้ถือว่าเป็นต้นแบบของการทำการตลาดในลักษณะ "Mass
Customization" นี้เลยทีเดียว
2. ประเภทที่มีมาตรฐานของสินค้าหรือบริการไว้นำเสนอแก่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย
แต่ก็สามารถปรับเปลี่ยนตามความต้องการ ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายได้ (Adaptive
Customizers) เพื่อให้สินค้าหรือบริการเหล่านั้นถูกออกแบบตามความต้องการ
ที่เฉพาะของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแต่ละราย ได้อย่างถูกต้อง
นักกลยุทธ์การตลาดจะทำการกำหนดมาตรฐานของสินค้า หรือบริการไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ก็พร้อมที่จะปรับเปลี่ยนรูปแบบของสินค้า หรือบริการตามความต้องการของลูกค้า
กลุ่มเป้าหมายแต่ละรายได้
เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมักจะต้องการความโดดเด่นที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ
ที่แสดงออกถึงความเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการที่มีลักษณะพิเศษที่ไม่เหมือนใคร
3. รูปแบบของสินค้าหรือบริการที่ผลิตหรือออกแบบภายใต้การตกแต่งพิเศษ
(Cosmetic
Costomizers) เป็นการนำเสนอสินค้า
หรือบริการที่มีมาตรฐานแตกต่างจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายรายอื่น
ในรูปแบบนี้นักการตลาดจะทำการผลิตสินค้า หรือออกแบบบริการให้ร้านค้าแต่ละร้านไม่เหมือนกัน
ทั้งหีบห่อ รูปร่าง ขนาด และราคา เป็นต้น
เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่มีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนกัน
ทำให้ร้านค้าเหล่านั้นมีสินค้า หรือบริการที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวมากขึ้น
4. รูปแบบที่ลูกค้ากลุ่มเป้าหมายมีความต้องการในสินค้า
หรือบริการเฉพาะอย่างชัดเจนอยู่แล้ว (Transparent Customizers) อันที่จริงลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแต่ละคนมักจะมีพฤติกรรมการใช้สินค้าหรือบริการที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว
และไม่เหมือนใครอยู่แล้ว ดังนั้น
นักการตลาดจึงแสวงหาวิธีที่จะสนองความต้องการของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้
อย่างต่อเนื่อง โดยการยื่นข้อเสนอที่เกี่ยวกับสินค้า
หรือบริการตามพฤติกรรมที่เคยชิน ทั้งนี้
นักการตลาดสามารถหาข้อมูลเหล่านั้นได้จากฐานข้อมูลที่รวบรวมจากพฤติกรรมการซื้อ
และใช้สินค้าของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายเฉพาะราย ว่ามีความสนใจ ความชอบ
ความพึงพอใจหรือความต้องการในสินค้า หรือบริการในลักษณะใดมากเป็นพิเศษ
หลังจากนั้นก็นำเสนอสินค้า หรือบริการที่มีความสอดคล้องกับความต้องการเฉพาะ
ของลูกค้ากลุ่มเป้าหมายแต่ละรายต่อไป โดยไม่ต้องทำการสอบถาม
หรือรบกวนลูกค้ากลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในประเภทนี้มีพฤติกรรมการซื้อ
และใช้บริการที่มีเอกลักษณ์อย่างชัดเจนอยู่แล้ว
ซึ่งธุรกิจต่างๆในปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะธุรกิจ SME สามารถนำแนวคิดเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Customization ไปประยุกต์ใช้ได้นะครับ
********************************************************************
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น